#เดย์ไทม์นิวส์ออนไลน์ อยุธยา – รมช.มหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ “ฟางอัดก้อน ลดการเผา Zero Burn” โดย อบต.รางจรเข้จับมือ สยามคูโบต้า จ.พระนครศรีอยุธยา ลงนาม MOU พร้อมส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อส่งเสริมเกษตรปลอดการเผา

#เดย์ไทม์นิวส์ออนไลน์

อยุธยา – รมช.มหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ “ฟางอัดก้อน ลดการเผา Zero Burn” โดย อบต.รางจรเข้จับมือ สยามคูโบต้า จ.พระนครศรีอยุธยา ลงนาม MOU พร้อมส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อส่งเสริมเกษตรปลอดการเผา

วันที่ 1 ธันวาคม 2563 นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ “ฟางอัดก้อน ลดการเผา Zero Burn” โดยสยามคูโบต้า และองค์กรบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ ผนึกกำลังจัดโครงการเกษตรปลอดการเผา พร้อมจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมธุรกิจการแปรรูปฟางข้าว รณรงค์การทำเกษตรปลอดการเผาอย่างยั่งยืน

ซึ่งได้กราบนมัสการพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระจุลคณิศร พระปลัดซ้ายในสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เจิมรถแทรกเตอร์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายพงศกร มงคลหมู่ นายกองค์กรบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นายปัญญา โสภาศรีพันธ์ ผอ.ธุรกิจสัมพันธ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ธุรกิจซีเมนต์และสร้างวัสดุก่อสร้าง ร่วมเป็นให้เกียรติต้อนรับ ณ องค์กรบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายพงศกร มงคลหมู่ นายกองค์กรบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ด้วยปัจจุบันปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และภาวะโลกร้อนจากการเผาเศษผลผลิตทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว ใบอ้อย และซังข้าวโพด กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งตอซังข้าวเป็นเศษผลผลิตทางการเกษตรหลักของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยองค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำร่องในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งได้ร่วมมือกับ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด ขับเคลื่อนโครงการ “ฟางอัดก้อน ลดการเผา Zero Burn” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และลดการเผาตอซังข้าว ส่งเสริมธุรกิจการแปรรูปฟางข้าว และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ตลอดจนให้เกิดองค์ความรู้ และสามารถขยายไปยังธุรกิจการแปรรูปฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตรอื่นๆได้ ให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน มีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจการขององค์กรท้องถิ่นและช่วยเหลือเกษตรกร ตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจฐานราก ด้านการเกษตรและเกษตรแปรรูป

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้าได้ดำเนินโครงการเกษตรปลอดการเผา หรือ Zero Burn เพื่อแก้ปัญหาการเผาจากภาคการเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ผนึกกำลังรณรงค์ลดการเผาในภาคการเกษตรให้เป็นศูนย์ทั่วประเทศ สยามคูโบต้า เล็งเห็นถึงศักยภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า สามารถเป็นชุมชนต้นแบบที่มีความพร้อมในการทำเกษตรปลอด การเผาและการทำฟางอัดก้อน เพื่อจำหน่ายให้แก่โรงงานปูนซีเมนต์ และโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในเครือเอสซีจีนำไปแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน

โดยสยามคูโบต้าได้ดำเนินการยื่นขอมาตรการส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจฐานรากจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้าไปสนับสนุนกิจการขององค์กรในท้องถิ่น สร้างงาน สร้างโอกาส สร้างรายได้ ให้กับชุมชน อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาในพื้นที่ภาคการเกษตรโดยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร จัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้ถูกวิธี


สำหรับเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้าที่เราได้ให้การสนับสนุนแก่องค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ ได้แก่ แทรกเตอร์ รุ่น L5018 DT KIS จำนวน 2 คัน เครื่องอัดฟาง HB 135 จำนวน 2 เครื่อง และชุดบุ้งกี๋ LA588-1 จำนวน 2 เครื่อง รวมทั้งให้คำปรึกษาด้านโซลูชั่นเกษตรปลอดการเผา และมีทีมช่างที่มีมาตรฐานพร้อมให้บริการ ซึ่งเครื่องจักรกลการเกษตรที่เรานำมาสนับสนุนในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมธุรกิจการแปรรูปฟางข้าว เพื่อรณรงค์การทำเกษตรปลอดการเผา ตลอดจนเป็นพันธกิจร่วมกันในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างความเข้มแข็ง และเกิดรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

เดชา อุ่นขาว  ข่าว”เดย์ไทม์นิวส์ออนไลน์” รายงานจากอยุธยา

Related posts